บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย

บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย

เสียงม้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยาวและแหลมจนผิดธรรมชาติ

เสิ่นชิงหลัวหันไปทางหน้าต่างทันที

“พาข้าไปดูเจ้าค่ะ”

เสิ่นเหวินจงชะงัก “เจ้าเพิ่งฟื้น อีกทั้งยัง”

“หากเป็นโรคระบาดจริง ทุกลมหายใจที่เสียไปอาจทำให้ม้าตัวอื่นติดโรคเพิ่ม” นางหยิบรองเท้ามาสวมด้วยตนเอง “แต่หากไม่ใช่โรคระบาด การฆ่าม้าทั้งคอกจะทำให้เราสูญเสียหลักฐานและต้องรับผิดชอบความเสียหายโดยไม่มีโอกาสแก้ตัว”

บิดามองนางอย่างประหลาดใจ

เสิ่นชิงหลัวเคยตามมารดาไปคอกม้าตั้งแต่ยังเล็ก เขารู้ว่านางขี่ม้าเป็น ดูแลบาดแผลทั่วไปได้ และแยกสายพันธุ์ม้าออกมากกว่าคุณหนูในห้องหอคนอื่น ทว่านับตั้งแต่มารดาจากไป นางแทบไม่ยอมเหยียบคอกม้าอีก

ยิ่งไม่เคยพูดเรื่องการตรวจโรคด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนี้

“ชิงหลัว เรื่องนี้อันตราย หากม้าเป็นโรคติดต่อ”

“ข้าจะไม่เข้าใกล้โดยไม่ตรวจดูก่อนเจ้าค่ะ”

นางสวมเสื้อคลุมของบิดาทับชุดบาง ผูกสายรัดแขนเสื้อให้แน่นแล้วหันไปสั่งอาหลานซึ่งเพิ่งกลับเข้ามา

“เตรียมผ้าปิดจมูก น้ำสะอาด และตะเกียงมาให้ข้า อย่าให้ผู้ใดนำอาหารหรือหญ้าจากคอกนั้นออกไปเด็ดขาด”

อาหลานรับคำอย่างงุนงง ก่อนรีบวิ่งออกไป

เสิ่นเหวินจงยังไม่ทันกล่าวห้าม เสียงโครมใหญ่ก็ดังมาจากหลังจวน ตามด้วยเสียงคนตะโกนแตกตื่น

“จับมันไว้!”

“อย่าเข้าใกล้ มันจะกัด!”

“เตรียมมีด! หากปล่อยไว้อาจติดกันทั้งคอก!”

เสิ่นชิงหลัวผลักประตูออกไปทันที

เส้นทางจากเรือนในไปยังคอกม้าปกคลุมด้วยดินชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นหญ้าแห้ง มูลสัตว์ และกลิ่นม้าลอยมากับลม ยิ่งเข้าใกล้ เสียงเกือกกระทบพื้นกับเสียงหายใจหนักก็ยิ่งดังขึ้น

ตรงลานหน้าคอก คนเลี้ยงม้าหลายคนกำลังวิ่งวุ่น บางคนถือเชือก บางคนถือไม้ยาว ส่วนชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าคอกกำลังสั่งให้คนลากม้าตัวหนึ่งออกจากช่องเลี้ยง

ม้าสีน้ำตาลเข้มตัวนั้นขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ น้ำลายขาวข้นไหลจากมุมปาก ลำคอกระตุกเป็นระยะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อมีคนเข้าใกล้ มันพยายามเตะทั้งที่ขาหลังอ่อนแรง

ไม่ไกลออกไป ม้าอีกสามตัวมีอาการคล้ายกัน บางตัวทรุดหมอบอยู่กับพื้น บางตัวเดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย

หัวหน้าคอกหันมาเห็นเสิ่นเหวินจงจึงรีบเข้ามารายงาน

“นายท่าน อาการลามเร็วมากขอรับ เมื่อครู่ล้มเพิ่มอีกสองตัว ข้าคิดว่าต้องรีบฆ่าตัวที่ป่วยและเผาซากเสียก่อน มิฉะนั้นม้าทั้งจวนอาจไม่เหลือ”

“ยังฆ่าไม่ได้”

เสียงของเสิ่นชิงหลัวทำให้ทุกคนหันมามอง

หัวหน้าคอกมีสีหน้าลังเล “คุณหนูรอง ที่นี่ไม่ปลอดภัย ท่านควรกลับเรือนก่อนขอรับ”

นางไม่ตอบ เพียงหยิบผ้าที่อาหลานนำมาส่งให้ปิดจมูกและเดินไปหยุดห่างจากม้าป่วยหลายก้าว

“ตัวแรกเริ่มมีอาการเมื่อใด”

“ปลายยามอิ๋นขอรับ ตอนแรกมันเดินเซ พวกเราคิดว่าอ่อนเพลียจากการเดินทาง แต่พอฟ้าสางก็เริ่มมีน้ำลายมาก จากนั้นตัวอื่นจึงเป็นตาม”

“ม้าที่อยู่คอกข้างกันทั้งหมดมีอาการหรือไม่”

“ไม่ทั้งหมดขอรับ” หัวหน้าคอกชี้ไปทางคอกด้านตะวันออก “ม้าของจวนเราเดิมยังปกติดี มีเพียงม้าศึกที่เพิ่งส่งมาถึงเมื่อคืนเท่านั้น”

เสิ่นชิงหลัวหันไปมองรางน้ำและรางอาหาร

“พวกมันใช้น้ำร่วมกับม้าของจวนหรือไม่”

“ใช้บ่อเดียวกัน แต่ตักใส่รางแยก”

“แล้วหญ้าเล่า”

“หญ้าชุดใหม่ที่ติดมากับขบวนขอรับ เจ้าหน้าที่ส่งมอบกำชับว่าเป็นหญ้าคัดพิเศษสำหรับม้าศึก ไม่ให้ปะปนกับของเดิม”

คำตอบนั้นทำให้นางหยุดคิด

หากเป็นโรคระบาดที่เริ่มจากม้าชุดใหม่จริง อาการย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันเกือบทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม ม้าแต่ละตัวมีความแข็งแรงต่างกัน ระยะฟักตัวย่อมไม่เท่ากัน และม้าที่ใช้บ่อน้ำร่วมกันควรเริ่มแสดงอาการบ้างแล้ว

แต่ตอนนี้ม้าของจวนยังปกติ

สิ่งที่ต่างกันมีเพียงอาหาร

เสิ่นชิงหลัวก้าวเข้าใกล้ม้าสีน้ำตาลอย่างระมัดระวัง นางยกมือห้ามคนเลี้ยงม้าที่พยายามเข้ามาช่วย ก่อนยืนในตำแหน่งที่ไม่อยู่ตรงหน้าหรือด้านหลังของมัน

ม้ายังตื่นกลัว ทว่าขาอ่อนแรงเกินกว่าจะพุ่งเข้าหา

นางรอจนมันหยุดสะบัดศีรษะ จึงค่อยจับสายจูงใกล้แก้มแล้วใช้นิ้วเปิดเปลือกตาขึ้นชั่วขณะ

รูม่านตาของมันขยายมากกว่าปกติ แม้แสงยามเช้าจะส่องเข้ามาในคอก

เสิ่นชิงหลัวเลื่อนมือไปแตะริมฝีปาก ก่อนเปิดดูเหงือก

สีของเหงือกซีดออกเทา ไม่แดงจัดหรือมีจุดเลือดอย่างที่มักพบในโรคร้อนบางชนิด ลมหายใจของมันถี่ แต่ไม่มีน้ำมูกข้น ไม่ไอ และผิวหนังไม่ได้ร้อนผิดปกติ

นางแตะบริเวณใต้กรามและลำคอ ไม่พบก้อนบวม

“คุณหนูเห็นสิ่งใดหรือ” เสิ่นเหวินจงถาม

“มันไม่มีไข้”

หัวหน้าคอกรีบแย้ง “แต่ตัวมันสั่นมาก”

“สั่นไม่ได้หมายความว่ามีไข้เสมอไป อาจเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือประสาทถูกกระตุ้นก็ได้”

นางเดินไปตรวจอีกสองตัว อาการเหมือนกันเกือบทั้งหมด เพียงความรุนแรงต่างกัน ตัวหนึ่งยังยืนได้มั่นคง แต่หายใจถี่และมีน้ำลายมาก อีกตัวนอนตะแคง ขากระตุกเป็นช่วง ๆ

“หากเป็นโรคระบาด เหงือกมักมีสีและอุณหภูมิเปลี่ยนตามการอักเสบ อีกทั้งไม่ควรเกิดอาการประสาทพร้อมกันเช่นนี้ในเวลาใกล้เคียงกัน”

หัวหน้าคอกขมวดคิ้ว “เช่นนั้นคุณหนูคิดว่าเป็นสิ่งใด”

เสิ่นชิงหลัวหันไปมองกองหญ้าแห้งซึ่งถูกวางไว้ด้านข้างคอก

“เปิดกระสอบทั้งหมด”

คนเลี้ยงม้าหลายคนมองหน้ากัน แต่เมื่อเสิ่นเหวินจงพยักหน้า พวกเขาจึงรีบทำตาม

กระสอบหญ้าแห้งถูกลากออกมาเรียงกลางลาน กลิ่นหญ้าใหม่หอมฉุนลอยขึ้นทันที เสิ่นชิงหลัวนั่งยองลง หยิบหญ้าขึ้นมาหนึ่งกำแล้วคลี่ออกบนผ้าขาว

ภายนอกดูไม่มีสิ่งใดผิดปกติ หญ้าถูกตัดสม่ำเสมอ สีเหลืองอมเขียว แห้งพอดีและไม่มีรา

นางใช้นิ้วค่อย ๆ เขี่ยเศษเล็ก ๆ ออกจากกัน

มีผงสีน้ำตาลดำบางอย่างเกาะอยู่ตามก้าน แต่ปริมาณน้อยจนดูเหมือนเศษดินจากการขนส่ง

เสิ่นชิงหลัวยกขึ้นดม กลิ่นขมจาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหญ้า

ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา

ครั้งนางอายุสิบสาม ม้าของพ่อค้าผู้หนึ่งเคยล้มป่วยหลังแอบกินพืชป่าข้างทาง มารดานำเมล็ดแห้งมาให้นางดู กำชับว่าแม้ใช้ในยาได้บางตำรับ แต่หากบดปะปนในอาหารสัตว์มากเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำลายไหล และตื่นกลัวจนควบคุมไม่ได้

เมล็ดนั้นมีเปลือกแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางเป็นรอยบุ๋มเล็กคล้ายดวงตา

เสิ่นชิงหลัวเทเศษหญ้าลงบนฝ่ามือแล้วค้นต่อ กระทั่งพบเศษเปลือกชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ตรงก้นกระสอบ

แม้ถูกบดจนแทบไม่เหลือรูป นางยังจำรอยบุ๋มตรงกลางได้

“นำชามน้ำมา”

อาหลานส่งชามให้อย่างรวดเร็ว

เสิ่นชิงหลัวใส่หญ้าหนึ่งกำลงไป กดให้จมน้ำแล้วคนเบา ๆ ผงสีน้ำตาลดำค่อย ๆ หลุดออกจากก้านหญ้า ทำให้น้ำใสเปลี่ยนเป็นสีขุ่น

ไม่นาน เศษเมล็ดเล็ก ๆ หลายชิ้นก็ลอยขึ้นมา

หัวหน้าคอกก้มดู สีหน้าเปลี่ยนทันที “นี่คืออะไรขอรับ”

“เมล็ดหญ้าเมาม้า”

“หญ้าเมาม้า?”

“เป็นพืชพิษ ม้ากินเพียงเล็กน้อยจะกระสับกระส่าย น้ำลายมากและเดินไม่มั่นคง หากได้รับมากอาจชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะและตายได้”

นางหยิบเศษเมล็ดวางบนผ้าขาวให้ทุกคนเห็นชัด

“มันถูกตากแห้งแล้วบดปะปนมากับหญ้า จึงมองไม่เห็นหากไม่แช่น้ำ”

ทั้งลานคอกเงียบไปชั่วขณะ

เสิ่นเหวินจงมองกระสอบอาหาร สีหน้าซีดลง “หมายความว่าไม่ใช่โรคระบาด”

“อย่างน้อยอาการที่เห็นไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อเจ้าค่ะ”

หัวหน้าคอกถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเคร่งเครียด

“หากเป็นพิษ พวกเราควรทำอย่างไร ม้าบางตัวใกล้ไม่ไหวแล้ว”

“หยุดให้อาหารจากกระสอบเหล่านี้ทั้งหมด ปิดล้อมพื้นที่ ห้ามเผาหรือทิ้งสิ่งใดจนกว่าจะตรวจนับเสร็จ” เสิ่นชิงหลัวลุกขึ้น “ย้ายม้าป่วยออกจากรางอาหารก่อน แต่ไม่ต้องนำไปปะปนกับม้าของจวน”

นางหันไปออกคำสั่งทีละอย่างโดยไม่ปล่อยให้ความแตกตื่นกลับมาอีก

“แบ่งเป็นสามกลุ่ม ตัวที่ยังยืนได้และรู้สึกตัวดีให้อยู่ทางตะวันตก ตัวที่ขาอ่อนแรงแต่ยังกลืนได้ให้อยู่คอกกลาง ส่วนตัวที่นอนลงหรือเริ่มกระตุกให้แยกไว้ใกล้ประตู เพื่อให้คนดูแลเข้าถึงง่าย”

หัวหน้าคอกรีบถาม “แล้วจะล้างพิษอย่างไรขอรับ”

“นำถ่านที่เผาจนสะอาดมาบดละเอียด ผสมกับน้ำอุ่นให้ข้นเล็กน้อย เตรียมน้ำข้าวใสกับเกลือปริมาณน้อยอีกส่วนหนึ่ง”

คนเลี้ยงม้าคนหนึ่งทำหน้าสงสัย “ถ่านจะให้ม้ากินได้หรือ”

“ถ่านสะอาดช่วยจับพิษบางส่วนในท้องได้ แต่ต้องให้เฉพาะตัวที่ยังกลืนเองได้ ห้ามกรอกม้าที่หมดสติหรือชัก มิฉะนั้นน้ำอาจเข้าปอด”

นางชี้ไปยังม้าที่มีอาการเบา

“ให้ทีละน้อย อย่าเร่ง หลังจากนั้นพาเดินช้า ๆ เพื่อไม่ให้มันล้มและช่วยให้ลำไส้ทำงาน ส่วนตัวที่อาการหนักให้ประคองคอ จัดท่าไม่ให้สำลัก และตามหมอสัตว์ประจำกองทัพมาโดยเร็ว”

เสิ่นเหวินจงมองบุตรสาว “เจ้ามั่นใจหรือ”

คำถามนั้นไม่ได้มีความไม่เชื่อถือ มีเพียงความห่วงว่าหากผิดพลาด นางอาจต้องรับความผิดไปด้วย

เสิ่นชิงหลัวมองม้าซึ่งกำลังหอบอยู่ตรงหน้า

“วิธีนี้มารดาเคยใช้ช่วยม้าที่กินพืชพิษเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่อาจรับประกันว่าจะช่วยได้ทุกตัว พวกมันกินพิษในปริมาณไม่เท่ากันและเราไม่รู้ว่าผ่านมานานเพียงใด”

นางไม่ได้กล่าวว่าตนรักษาได้ทั้งหมด

สิ่งที่ทำได้คือหยุดพิษไม่ให้เพิ่ม ลดการดูดซึม และประคองม้าให้รอดจนร่างกายขับพิษออก

“แต่หากฆ่าพวกมันทิ้งตอนนี้” นางกล่าวต่อ “เราจะไม่มีทางรู้ว่าตัวใดสามารถรอดได้ และคนวางยาจะได้สิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องลงมืออีก”

ประโยคสุดท้ายทำให้เสิ่นเหวินจงนิ่งไป

“เจ้าหมายความว่า...มีคนจงใจทำ”

เสิ่นชิงหลัวมองกระสอบหญ้าเรียงเป็นแถว

เมล็ดพิษถูกบดอย่างละเอียดและผสมในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากจนมีกลิ่นชัดเจน ไม่หยาบจนคนเลี้ยงม้าสังเกตเห็น การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการเก็บเกี่ยว

“พืชชนิดนี้ไม่ได้ขึ้นปะปนกับหญ้าเลี้ยงม้าจำนวนมากตามธรรมชาติ ยิ่งไม่มีทางถูกบดจนละเอียดเหมือนกันทุกกระสอบ”

นางห่อเศษเมล็ดด้วยผ้าขาวอย่างระมัดระวัง

“มีผู้ใดผู้หนึ่งต้องการให้ม้าศึกชุดนี้ตายเจ้าค่ะ”

สีหน้าของคนทั้งลานเปลี่ยนไป

หากเป็นโรคระบาด ตระกูลเสิ่นอาจถูกลงโทษฐานตรวจรับล่าช้าหรือดูแลไม่ดี แต่หากเป็นการวางยา เรื่องนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพย์สินกองทัพ และคนร้ายอาจยังอยู่ในขบวนส่งม้า

เสิ่นเหวินจงหันไปสั่งพ่อบ้านทันที

“ปิดประตูหลังจวน ห้ามคนจากขบวนส่งม้าออกไปแม้แต่ผู้เดียว ตรวจรายชื่อคนเข้าออกตั้งแต่เมื่อคืน และส่งคนแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหา”

“ช้าก่อนเจ้าค่ะ”

เสิ่นชิงหลัวขัดขึ้น

บิดามองนาง

“หากคนร้ายรู้ว่าเราพบพิษแล้ว เขาอาจทำลายหลักฐานหรือหลบหนี” นางลดเสียง “บอกเพียงว่าม้าอาจเป็นโรคและกำลังแยกตรวจ อย่าเพิ่งเปิดเผยเรื่องเมล็ดพิษ”

เสิ่นเหวินจงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ทำตามที่คุณหนูสั่ง”

คนเลี้ยงม้ากระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายเริ่มมีระเบียบขึ้น ม้าที่อาการเบาถูกนำไปคอกด้านตะวันตก ส่วนม้าที่อ่อนแรงถูกพยุงด้วยผ้าผืนกว้างใต้ท้องเพื่อไม่ให้ล้มกระแทกพื้น

เสิ่นชิงหลัวเดินตรวจทีละตัว จดจำลักษณะอาการและปริมาณหญ้าที่เหลือในราง บางตัวกินไปเกือบหมด บางตัวเพียงคุ้ยเล่นจึงได้รับพิษน้อยกว่า

ยิ่งตรวจ นางยิ่งพบสิ่งผิดปกติ

ม้าศึกชุดนี้มีทั้งหมดสิบแปดตัว แต่มีเพียงสิบหกตัวที่ใช้หญ้าจากกระสอบใหม่ อีกสองตัวถูกผูกแยกเพราะไม่ยอมกินอาหารทันทีหลังเดินทางมาถึง จึงยังไม่แสดงอาการ

หนึ่งในสองตัวนั้นเป็นม้าสีดำขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในคอกท้ายสุด

เพียงมองผ่านรั้ว เสิ่นชิงหลัวก็รู้ว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา

ลำตัวสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่น ขาทั้งสี่เรียวยาวแต่แข็งแรง ขนสีดำสนิทแทบไม่สะท้อนแสง มีเพียงแต้มสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางหน้าผาก ดวงตาคมและระวังภัยตลอดเวลา

ม้าตัวนั้นไม่ได้แตะหญ้าในราง ทว่าพื้นคอกกลับมีเศษหญ้ากระจาย แสดงว่ามันเคยดมหรือคาบขึ้นมาแล้วคายทิ้ง

“ตัวนี้เป็นของผู้ใด”

หัวหน้าคอกรีบเข้ามาตอบ “ติดมากับขบวนเช่นกันขอรับ แต่คนส่งกำชับว่าเป็นม้าของนายทหารผู้หนึ่ง ไม่รวมอยู่ในบัญชีตรวจรับ เพียงฝากให้เดินทางมาด้วยกัน”

“เหตุใดจึงแยกไว้”

“มันดุร้ายขอรับ ไม่ยอมให้คนของเราเข้าใกล้ ตั้งแต่มาถึงก็กัดคนเจ็บไปหนึ่งราย”

เสิ่นชิงหลัวมองรางน้ำ

น้ำในรางถูกดื่มไปมาก แต่ยังไม่มีอาการผิดปกติ แสดงว่าพิษอยู่ในอาหารจริง

นางกำลังจะหันกลับ เสียงเกือกม้าจากในคอกก็ดังขึ้นอย่างกระวนกระวาย

ม้าสีดำสะบัดศีรษะ แผงคอปลิวแรง ก่อนใช้ขาหน้าตะกุยพื้น

“มันเริ่มเป็นอะไรแล้วหรือไม่” เสิ่นชิงหลัวถาม

หัวหน้าคอกชะโงกดู “เมื่อครู่ยังปกติดีขอรับ หรือมันแอบกินหญ้าที่ตกอยู่บนพื้น”

เสิ่นชิงหลัวสังเกตริมฝีปากของมัน เห็นความชื้นมากกว่าปกติเล็กน้อย รูม่านตาขยาย และกล้ามเนื้อบริเวณไหล่กระตุกเป็นครั้งคราว

มันอาจคายหญ้าทิ้งส่วนใหญ่ แต่คงกลืนพิษเข้าไปบ้างแล้ว

“เตรียมน้ำถ่านสำหรับตัวนี้”

คนเลี้ยงม้าสองคนถือถังเข้ามา แต่ทันทีที่เข้าใกล้ ม้าดำก็หันขวับ ส่งเสียงขู่ในลำคอแล้วเตะผนังคอกจนไม้สะเทือน

“เข้าไม่ได้ขอรับ” คนหนึ่งถอยกรูด “มันไม่ยอมให้คนแปลกหน้าแตะต้อง”

เสิ่นชิงหลัวมองการเคลื่อนไหวของมัน

ม้าตื่นกลัวเพราะพิษกำลังกระตุ้นประสาท ยิ่งคนจำนวนมากล้อมเข้าหา ยิ่งทำให้มันคิดว่าถูกคุกคาม หากใช้กำลังบังคับ มันอาจบาดเจ็บหรือทำร้ายคนจนตายได้

“ทุกคนถอยออกไปก่อน”

“แต่คุณหนู”

“เบาเสียงให้มากที่สุด อย่าให้ผู้ใดเคาะถังหรือจับเชือกจากด้านหลังมัน”

นางรับชามน้ำถ่านมาถือเอง ก่อนหยิบผ้าคลุมตาผืนหนึ่ง

เสิ่นเหวินจงเดินเข้ามาหา “ชิงหลัว อย่าเข้าไป”

“ข้าไม่เข้าใกล้ด้านหลังมันเจ้าค่ะ” นางกล่าว “ข้าจะลองให้มันสงบก่อน หากไม่ได้ผล ข้าจะถอยออกมา”

นางไม่ได้คิดเสี่ยงชีวิตโดยไร้เหตุผล

เมื่อยังเด็ก มารดาเคยสอนว่าม้าอารมณ์ร้ายกับม้าที่กำลังหวาดกลัวไม่เหมือนกัน ม้าที่ต้องการทำร้ายจะพุ่งเข้าหาอย่างมุ่งหมาย แต่ตัวนี้กำลังถอยหนีทุกครั้งที่มีคนเข้าใกล้ เพียงพื้นที่คอกแคบจนไม่มีทางให้มันหลบ

เสิ่นชิงหลัวเปิดประตูคอกเพียงพอให้ตนแทรกตัวเข้าไป จากนั้นหยุดยืนชิดผนัง ไม่จ้องตาของมันตรง ๆ

ม้าดำหันมามอง หูทั้งสองลู่ไปด้านหลัง

นางไม่ขยับต่อ

“ไม่มีผู้ใดจะทำร้ายเจ้า”

น้ำเสียงของนางเบาและสม่ำเสมอ

ม้ายังคงหายใจแรง แต่ไม่ได้พุ่งเข้ามา

เสิ่นชิงหลัวค่อย ๆ วางชามลงบนพื้น จากนั้นยื่นหลังมือออกไปในระดับต่ำ ปล่อยให้มันตัดสินใจเข้าหาเอง

“เจ้าฉลาดกว่าพวกเดียวกัน จึงรู้ว่าหญ้ามีกลิ่นผิดปกติใช่หรือไม่”

ปลายจมูกของม้าขยับ

มันก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ก่อนหยุด

“เช่นนั้นก็อย่าตายเพราะพิษเพียงเล็กน้อยเลย”

คนภายนอกคอกต่างกลั้นหายใจ

เสิ่นชิงหลัวขยับเข้าใกล้ชาม ตั้งใจจะใช้กลิ่นน้ำข้าวช่วยกลบรสถ่าน แต่ทันใดนั้นเสียงโลหะกระแทกพื้นก็ดังมาจากด้านหลัง

คนเลี้ยงม้าคนหนึ่งทำถังหลุดมือ

ม้าดำสะดุ้งสุดตัว

มันร้องลั่น ยกขาหน้าขึ้นสูงอย่างควบคุมไม่ได้

เงาร่างขนาดใหญ่บดบังแสงตรงหน้าเสิ่นชิงหลัว

นางถอยไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ แต่ชายเสื้อคลุมกลับเกี่ยวเข้ากับขอบรางไม้ ทำให้ร่างช้ากว่าที่คิดเพียงเสี้ยววินาที

เกือกม้าตกลงมาเหนือศีรษะ

แรงกระชากหนึ่งดึงนางออกไปอย่างรุนแรง

แผ่นหลังของเสิ่นชิงหลัวกระแทกเข้ากับอกแข็งแรงของใครบางคน แขนข้างหนึ่งรัดรอบเอวแล้วพานางหมุนหลบออกจากแนวเกือกม้า

เสียงเกือกกระแทกพื้นดังสนั่นตรงจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่

ฝุ่นกับเศษฟางฟุ้งกระจาย

บุรุษผู้ช่วยนางไม่ได้หยุดอยู่ในคอก เขาใช้แขนป้องกันศีรษะนางแล้วพาถอยออกมาหลังประตูรั้วในคราวเดียว

เมื่อมั่นใจว่าอยู่พ้นระยะอันตราย เขาจึงปล่อยมือ

เสิ่นชิงหลัวทรงตัวได้แล้วรีบหันกลับ

บุรุษแปลกหน้ายืนอยู่ตรงหน้า อายุราวยี่สิบปลาย ๆ รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดเดินทางสีดำเรียบไม่มีลวดลาย มีเพียงเข็มขัดหนังกับดาบยาวข้างเอว ใบหน้าคมเข้ม เย็นชาจนแทบไม่แสดงอารมณ์ ดวงตาของเขามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คล้ายกำลังตรวจดูว่านางได้รับบาดเจ็บตรงใด

จากนั้นสายตาจึงหยุดตรงข้อเท้าของนาง

“ยืนได้หรือไม่”

เสียงของเขาทุ้มและสั้น

เสิ่นชิงหลัวขยับเท้าทั้งสองข้าง ความเจ็บมีเพียงเล็กน้อยจากแรงกระชาก ไม่ได้ถูกเกือกม้าเหยียบ

“ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ”

ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณ เขาหันไปมองคนเลี้ยงม้าที่ทำถังตก

เพียงสายตาเดียว คนผู้นั้นก็หน้าซีดและคุกเข่าลง

“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ!”

เสิ่นชิงหลัวสังเกตปฏิกิริยานั้น

คนในจวนไม่ควรหวาดกลัวแขกธรรมดาถึงเพียงนี้

หัวหน้าคอกรีบเดินเข้ามา โค้งกายให้บุรุษแปลกหน้ามากกว่าที่ควรทำต่อผู้มีฐานะเป็นเพียงนายทหารทั่วไป

“คุณชายเซียว ท่านมาถึงแล้ว”

นามสกุลเซียวทำให้เสิ่นชิงหลัวมองเขาอีกครั้ง

ในชาติเดิม นางเคยได้ยินชื่อแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ เซียวฉางเยี่ยนอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องเข้มงวด ไม่ยอมรับสินบน และไม่สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายฝ่ายใดง่าย ๆ

ทว่านางไม่เคยพบเขาใกล้ชิด

ช่วงเวลาที่นางทำงานให้จ้าวจิ่งหยวน เซียวฉางเยี่ยนมักประจำอยู่ชายแดน ส่วนการติดต่อเรื่องแผนศึกผ่านขุนนางและนายทหารคนอื่น นางจึงไม่อาจยืนยันว่าบุรุษตรงหน้าคือแม่ทัพผู้นั้นหรือเป็นเพียงคนในตระกูลเซียว

ชายแปลกหน้าหันไปถามหัวหน้าคอก

“อู๋เยี่ยเป็นอย่างไร”

“ได้รับพิษเล็กน้อยขอรับ” เสิ่นชิงหลัวตอบแทน “มันกินหญ้าเข้าไปไม่มาก แต่เริ่มมีอาการแล้ว”

สายตาของชายผู้นั้นเลื่อนกลับมาที่นาง

“พิษ?”

“มีเมล็ดหญ้าเมาม้าบดปะปนในอาหาร”

เขามองกระสอบหญ้าบนลาน ก่อนเดินไปหยิบผ้าขาวซึ่งห่อเศษเมล็ดขึ้นมาดู

“ผู้ใดตรวจพบ”

“ข้าเองเจ้าค่ะ”

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ

บุรุษสกุลเซียวพิจารณาใบหน้าของนางราวกับต้องการแยกแยะว่าคำตอบนั้นจริงเพียงใด

เสิ่นชิงหลัวไม่หลบตา

“คุณหนูในจวนขุนนางตรวจพิษในอาหารม้าเป็นด้วยหรือ”

คำถามฟังดูเรียบ แต่แฝงความไม่เชื่ออย่างชัดเจน

“มารดาของข้ามาจากตระกูลเพาะพันธุ์ม้า” นางตอบ “ข้าตามนางเข้าคอกมาตั้งแต่เด็ก จึงเคยพบอาการคล้ายกัน”

“คล้ายกัน ไม่ได้หมายความว่าเหมือนกัน”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ เพราะเหตุนี้ข้าจึงตรวจรูม่านตา เหงือก อุณหภูมิ และอาหารก่อนสรุป”

เขาหยิบเศษเมล็ดขึ้นมาดูใกล้แสง

“ม้าหลายตัวมีน้ำลายมาก ขาอ่อนแรง และตื่นตระหนก อาจเป็นโรคชนิดอื่นก็ได้”

“หากเป็นโรคติดต่อ ม้าของจวนที่ใช้น้ำจากบ่อเดียวกันควรมีอาการบ้าง อีกทั้งม้าป่วยไม่มีไข้ ไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม และไม่มีน้ำมูกผิดปกติ” เสิ่นชิงหลัวชี้ไปยังชามน้ำซึ่งมีผงพิษตกค้าง “แต่ในหญ้าทุกกระสอบมีเมล็ดชนิดเดียวกันบดอยู่”

เขามองตามนิ้วของนาง

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้องค้นในหญ้า”

“ม้าของจวนใช้น้ำแหล่งเดียวกันแต่ไม่ป่วย สิ่งที่ต่างกันจึงเหลือเพียงอาหาร”

“และรู้ทันทีว่าเป็นเมล็ดอะไร?”

เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า

“ดูเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วเจ้าค่ะ”

คนรอบข้างเงียบกริบ

อาหลานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหลับตาลง คล้ายรู้ว่าคำตอบตรงไปตรงมาของคุณหนูอาจฟังดูเหมือนโอ้อวดเพียงใด

บุรุษตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“เพียงครู่เดียว”

“เจ้าค่ะ”

“คนของข้าเลี้ยงม้ามาหลายปี ยังไม่มีผู้ใดดูออก”

เสิ่นชิงหลัวครุ่นคิด ก่อนตอบตามจริง

“พวกเขาคงมัวแต่มองว่าม้าป่วยเป็นโรคใด แต่ข้ามองว่าสิ่งใดทำให้ม้าหลายตัวป่วยพร้อมกัน ความคิดจึงเริ่มจากคนละจุดเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ไม่ใช่ความชื่นชม แต่เป็นความระวังที่ชัดเจนขึ้น

เสิ่นชิงหลัวเห็นแล้วก็เข้าใจได้ทันที

ม้าศึกถูกวางยาในจวนของบิดานาง ขณะที่นางซึ่งเป็นบุตรสาวกลับตรวจพบพิษอย่างรวดเร็วเกินคนเลี้ยงม้า หากมองจากคนนอก นางย่อมดูน่าสงสัยไม่แพ้ผู้ใด

“คุณชายสงสัยว่าข้าเป็นคนวางยาหรือ”

ชายผู้นั้นไม่ปฏิเสธ

“ผู้ที่รู้จักพิษ ย่อมมีโอกาสใช้พิษ”

“ผู้ที่ถือดาบก็มีโอกาสฆ่าคน แต่คงไม่อาจจับผู้ถือดาบทุกคนเป็นฆาตกรได้”

หัวหน้าคอกสูดลมหายใจอย่างตกใจ

เสิ่นเหวินจงก้าวเข้ามาหมายจะกล่าวแก้สถานการณ์ แต่มุมปากของบุรุษสกุลเซียวกลับขยับเพียงเล็กน้อย คล้ายเกือบจะยิ้ม ทว่าหายไปก่อนผู้ใดแน่ใจ

“คำพูดคมดี”

“ข้าเพียงไม่ต้องการให้คนฆ่าม้าที่ยังช่วยได้เพราะความเข้าใจผิดเจ้าค่ะ”

เสียงกระแทกจากในคอกดังขึ้นอีกครั้ง

ม้าดำยังคงกระสับกระส่าย แต่หลังจากไม่มีผู้ใดล้อมมัน อาการตื่นกลัวก็ลดลงเล็กน้อย

บุรุษสกุลเซียวเดินไปหยุดหน้าคอก

อู๋เยี่ยส่งเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้พุ่งเข้าใส่เขา เห็นได้ชัดว่าจำเจ้าของได้ ทว่าพิษทำให้มันยังไม่ยอมให้แตะต้อง

“ข้าจะเข้าไปเอง” เขากล่าว

เสิ่นชิงหลัวมองท่าทางของม้า “ตอนนี้มันตกใจจากเสียงดัง หากคุณชายเข้าไปทันที มันอาจเตะท่านเช่นกัน”

“มันไม่เคยเตะข้า”

“ก่อนหน้านี้มันก็ไม่เคยได้รับพิษ”

เขาหันมามองนาง

“เจ้ามีวิธีหรือ”

“ให้คนทั้งหมดถอยออกไป และอย่าส่งเสียง ข้าจะลองอีกครั้ง”

เสิ่นเหวินจงรีบกล่าว “ไม่ได้ เมื่อครู่เจ้าเกือบถูกเหยียบ”

“คราวนี้ข้าจะไม่ถือชามเข้าไปใกล้ และจะผูกชายเสื้อให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ”

นางหันไปทางบุรุษสกุลเซียว

“แต่หากมันยอมรับท่านมากกว่า ข้าต้องให้ท่านช่วยอยู่ในคอกด้วย”

“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเตือนว่ามันอาจเตะข้า”

“อาจเตะ ไม่ได้แปลว่าจะเตะแน่นอนเจ้าค่ะ”

เขามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดประตูคอก

“เข้าไป”

น้ำเสียงเหมือนคำสั่ง แต่เขากลับเป็นฝ่ายก้าวนำและยืนอยู่ด้านที่ม้าสามารถพุ่งเข้าหาได้ก่อน ปล่อยให้เสิ่นชิงหลัวอยู่ใกล้ประตูทางออก

นางสังเกตเห็นรายละเอียดนั้น แต่ไม่ได้กล่าวอะไร

ทั้งสองหยุดห่างจากอู๋เยี่ยหลายก้าว

บุรุษสกุลเซียวเรียกชื่อมันเพียงครั้งเดียว ม้าดำสะบัดหูและหันมามอง ทว่าเมื่อเขายื่นมือ มันกลับถอยหนีเพราะยังระแวง

เสิ่นชิงหลัวจึงย่อตัวลงเล็กน้อย หยิบหญ้าสะอาดจากจวนซึ่งผ่านการตรวจแล้วมาหนึ่งกำ นางไม่ยื่นให้ทันที เพียงถือไว้ในระดับที่ม้ามองเห็น

“อู๋เยี่ย”

นางเรียกตามชื่อที่ได้ยิน

ม้าดำหันมาหานาง

“ของเดิมขมใช่หรือไม่ เจ้ายังกล้ากินเข้าไปอีกหรือ”

บุรุษข้างกายนางเหลือบมอง “เจ้ากำลังตำหนิม้าของข้า?”

“ข้ากำลังเตือนมันไม่ให้เลือกอาหารจากกลิ่นเพียงอย่างเดียวเจ้าค่ะ”

“มันไม่เคยรับอาหารจากคนแปลกหน้า”

“เช่นนั้นคุณชายก็ถือไว้”

เสิ่นชิงหลัวส่งหญ้าให้เขา

ชายผู้นั้นรับไป แต่แทนที่จะยื่นให้ม้า เขากลับถือค้างไว้ตรงหน้านาง

“เจ้าบอกว่ามีวิธี”

นางมองมือเขา ก่อนเข้าใจว่าเขาต้องการให้นางเป็นผู้ทำต่อ

“คุณชายเพิ่งบอกว่ามันไม่รับอาหารจากคนแปลกหน้า”

“ลองดู”

เสิ่นชิงหลัวจึงจับปลายหญ้าอีกด้าน ทั้งสองถือหญ้ากำเดียวกันโดยมีระยะห่างเพียงช่วงแขน นางไม่ได้สนใจนิ้วมือของเขาที่อยู่ใกล้ เพราะสายตาจับอยู่ที่อาการของม้า

อู๋เยี่ยก้าวเข้ามาช้า ๆ

มันดมหญ้า แต่ไม่กิน จากนั้นจึงเลื่อนปลายจมูกมาใกล้หลังมือของเสิ่นชิงหลัว

นางไม่ขยับ

ลมหายใจอุ่นของม้ารดผิวมือ

ผ่านไปครู่หนึ่ง หูที่เคยลู่ไปด้านหลังค่อย ๆ ตั้งขึ้น ร่างกายซึ่งเกร็งแน่นผ่อนลงเล็กน้อย

เสิ่นชิงหลัววางหญ้าลง แล้วใช้มืออีกข้างลูบเบา ๆ ตรงสันจมูก

ม้าดำไม่ได้ถอย

มันกลับก้มศีรษะลงช้า ๆ ยอมให้ฝ่ามือของนางเลื่อนไปตามหน้าผากจนถึงโคนแผงคอ

ด้านนอกคอก หัวหน้าคอกเบิกตากว้าง

“ตั้งแต่มาถึง อู๋เยี่ยไม่ยอมให้ผู้ใดแตะเลยขอรับ”

เสิ่นชิงหลัวยังคงลูบมันด้วยจังหวะสม่ำเสมอ

“มันไม่ได้ดุ เพียงไม่ไว้ใจคนและกำลังไม่สบาย”

ม้าดำส่งเสียงเบาในลำคอ ก่อนโน้มศีรษะเข้าหานางอีกเล็กน้อย ราวกับยอมรับสัมผัสนั้นโดยสมบูรณ์

บุรุษสกุลเซียวยืนอยู่ข้างกัน มือยังค้างอยู่บนหญ้าที่ไม่มีผู้ใดสนใจแล้ว

เขามองอู๋เยี่ยซึ่งติดตามตนผ่านสนามรบมาหลายปี

จากนั้นจึงมองหญิงสาวในชุดไว้ทุกข์ผู้มีเศษฟางติดอยู่ตามชายเสื้อ ใบหน้ายังซีดจากอาการป่วย แต่ดวงตากลับสงบนิ่งยามอยู่ท่ามกลางม้าคลุ้มคลั่ง

คุณหนูในจวนขุนนางคนหนึ่งมองอาการพิษออกภายในเวลาไม่กี่อึดใจ แยกแยะความผิดปกติของอาหาร วางวิธีควบคุมคนในจวน และทำให้ม้าศึกซึ่งไม่ยอมรับคนแปลกหน้าก้มศีรษะให้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าจะมองอย่างไร นางก็ไม่ใช่เพียงบุตรสาวผู้รู้เรื่องม้าจากมารดาเล็กน้อย

เสิ่นชิงหลัวลูบแต้มสีขาวกลางหน้าผากอู๋เยี่ย แล้วกล่าวเบา ๆ

“เด็กดี เจ้าไม่ควรตายเพราะคนชั่วเพียงคนเดียว”

เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้กล่าวสิ่งใด

เพียงมองภาพตรงหน้าอย่างครุ่นคิด โดยความสงสัยในดวงตาไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย

----------------------------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป